ขอบคุณอาดี้

posted on 02 Feb 2009 04:31 by iuvday

จากที่ฉันเคยเข้าใจว่าเธอน่ะเป็นทุกอย่าง แต่พอวันหนึ่งเธอแยกทาง ฉันจึงไม่เหลืออะไร

เลยได้แต่ถามตัวเองว่าผิดตรงไหนก็ไม่รู้ ที่กลายเป็นคนแสนดี เป็นคนดี แล้วมันไม่มีใคร

ก็ไม่เห็นมีความหมายอะไรเลย เมื่อเธอไม่เคยมองเห็นและดูแลกัน จากที่เทใจรักเธอมานาน ไม่ต่างกับการเทน้ำลงบนกองทราย


ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีรักไหน ที่ดีทุกวัน ยิ่งนานยิ่งผ่านเรื่องราวมากมาย เข้ามาทดสอบ เข้ามาลองใจ
สงสัยว่าความรักของเราจะไม่แกร่งจริง

แต่ละวันวงจรชีวิตก็ดูซ้ำๆ ก็ต้องทำๆๆและต้องทำต่อไป
บางครั้งเหมือนฉันไม่รู้ ฉันจะทำเพื่อใคร
เหมือนฉันไม่มีจุดหมายที่ใจเฝ้าคอย

เมื่อเวลาผ่านไป เราเติบโตขึ้น ต่างคนก็ต่างแข่งขัน ถีบตัวให้แกร่ง แก่งแย่งทุกทาง

แต่เมื่อใจเรายังอยู่ในเกมส์รัก แพ้ไม่ใช่เรื่องใหญ่

อย่างมาก เราก็แค่ยิ้มให้ความผิดหวังอย่างคนคุ้นเคย ยิ้มให้ความมืดหม่นอย่างคนรู้จักกัน นี่คงเป็นเพื่อนเรา ที่เราต้องเจอ เจอกันมานานแสนนาน
การที่เราร้องไห้ให้กับมันคงดูง่ายดาย เหมือนว่ามันไม่ท้าทายเท่าเรายิ้มให้มัน
สุขก็ยิ้มได้ เจ็บก็ยิ้มได้ ให้ราคามันเท่ากัน

ยิ้มให้กับมัน เผื่อมันจะยิ้มให้กับเรา เรื่องราวต่าง ๆ ที่มันทรมาน
ฉันฉีกยิ้มได้สบาย แต่ว่าใจโคตรจะเจ็บจริงเลย...

ถึงเสียใจ อาจจะเสียใจ แต่ไม่นานไปก็เลือน อาจจะเหมือนเมฆลอยผ่านไป ทำใจก็ลืม...

แต่ไม่รู้ทำไม ตอนเย็น ๆ ทุกวัน เกิดมีฝนในใจทุกวัน หมดเวลาทำงานคงทำให้ว่างเกินไป

ยิ่งพอตกกลางคืน มันก็มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง อยู่ทุกครั้งที่เรามองดาว

อยากจะโทษดาว โกรธสายลม และโทษพระจันทร์ ที่สั่งให้ฉันเป็นแบบนี้

อยากจะมีสวิตช์ไฟที่ใจอย่างเธอ ฉันจะได้ลืมหน้าเธอลงสักนาที ก็ยังดี...


แต่มีคนหนึ่งคนที่เข้าใจ ในกระจกตรงหน้านั่นไง ... ก็เลยถามออกไปว่า รักตัวเองเป็นหรือเปล่า ก่อนเอาใจไปรักใคร ถ้ารักตัวเองไม่เป็น ใครจะรักได้ ถ้ายังมัวทำตัวเป็นกองขยะ ที่ไม่มีใครเขาสนใจ จะไปเสนอให้ใคร คนไหนจะมองว่าเราน่ะดี....

แล้วก็กลับมานั่งดูแขนมองดูมือ ดูหน้าตามองตัวเอง จ้องกระจกดูอีกสักครั้ง นั่นใคร?
เก็บชีวิตที่เหลือ ๆ ทำให้ดีจะได้ไหม แล้วไม่นาน จิตใจก็คงจะกลับมาเต็มเหมือนเดิม...

อย่างที่เรา ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่าสายน้ำทุกสายไม่เคยไหลทวนไม่คืนกลับมา

จะเป็นจะตาย จะเสียใจ...ก็อย่าให้นาน

เมื่อโลกใบเดิมมันก็ยังหมุน อย่างเดิมตามที่เคยเห็น คน ๆ นั้น คนเดียว ก็แค่คนเดียว ไม่เห็นเป็นไร
โลกของฉันมันก็ยังหมุน และวันนี้ ฉันก็ยังไม่ตายนี่หว่า ต้องมีเรื่องใหม่ ๆ แค่เราพร้อมเข้าใจ และพร้อมเจอ ...

 

 

 

 

 

ปล. ใครรู้มั่งว่าข้อความข้างบน มีเพลงกี่เพลง เพลงอะไร ของใครบ้าง ?? ตอบที ๆ

เพลง คนเพียงคนเดียว

posted on 21 Oct 2008 14:24 by iuvday

คนเพียงคนเดียว ที่ทำใจฉันเต้นรัว

จนมันลืมตัว ไม่รู้คืนรู้วัน

แค่สบตา ไกล ๆ ก็ไหวหวั่น

แค่แอบมอง ไกล ๆ ก็ใจสั่น

ทั้งที่ไม่เป็นกับใคร

 

ใจเพียงดวงเดียว แต่คุมมันไม่ได้

คอยจะลอยไป หาใครสักคน

เก็บมานาน จนล้น จนมันเอ่อ

ซึ่งตัวการทั้งหมดนั้น ก็คือเธอ

แค่เพียงเธอผู้เดียว

 

ถ้าเด็ดดอกไม้ อาจทำให้สั่นหวั่นไหวไปทั้งดาว

และรู้หรือเปล่า ตอนนี้ฉันสั่นสะท้านไปทั้งใจ

แค่ปลายสายตาของเธอที่เธอปรายมาฉันจำไว้

มันคือเหตุผลที่แสนยิ่งใหญ่

คือความหมายที่ฉันมีไว้ ให้เธอคนเดียว

 

....

คิดถึงHA

posted on 14 Oct 2008 11:04 by iuvday

News : ตามไปดูงาน “กางจอ 14 ขยี้อารมณ์”
.....................................................................................................................
By nuttorn


  วนมาอีกครั้งในทุกช่วงนี้ของปีสำหรับงานกางจอนะครับ คราวนี้มาพร้อมกับชื่อ “กางจอสิบสี่ ขยี้อารมณ์” ผลงาน
ของนิสิตปีสุดท้าย ภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้ยังจัดที่เดิม ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 2550 โดยในปีนี้มีผลงานหนังสั้น 21 เรื่อง มิวสิควีดีโอ
อีกหนึ่งตัว พร้อมด้วยนิทรรศการภาพถ่ายจากอีกสี่ผู้สร้าง โดนผมได้ไปร่วมงานในวันเสาร์ที่ 2 ซึ่งคนก็อุ่นหนาฝาคั่ง
กันดีครับ น่าปลื้มใจแทนคณะผู้จัดงานจริงๆ  

  ก่อนจะได้เข้าไปดูหนัง ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับวรรธนะ  รุจิโรจน์สกุล น้องปีสี่ ซึ่งทำหน้าที่ช่วยหาทุนให้แก่หนัง
กางจอปีนี้ และในวันฉายหนังก็ช่วยดูเรื่องระบบการฉาย ซึ่งผมก็ถามเขาถึงสาเหตุที่ว่าทำไมชื่องานปีนี้ถึงเป็น “กางจอสิบสี่ ขยี้อารมณ์” “ปีนี้นิสิตปีสี่มีเยอะมากครับ ทำให้จำนวนหนังมีเยอะ และก็แต่ล่ะเรื่องจะคนละแนว หลากหลายตามสไตล์ที่แต่ล่ะคนอยากเสนอ  ก็เลยได้ชื่องานปีนี้ว่ากางจอสิบสี่ขยี้อารมณ์ เพราะต้องการให้หนัง
แต่ล่ะเรื่องกระชากอารมณ์คนดู ปีนี้มีหนังที่เล่นกับประเด็นสังคมค่อนข้างเยอะด้วย จึงคิดว่าหนังเหล่านี้น่าจะกระชาก
ขยี้อารมณ์คนดูได้  ส่วนพวกโปสเตอร์หรือสื่อที่พีอาร์ออกมา ที่ออกแนว retro คิดย้อนไปยังยุคหนังไทยเก่าๆ เพราะว่า
มันมาจากชื่องานน่ะแหละครับ ฝ่ายที่เป็นครีเอทีฟก็คิดกันว่า น่าจะกลับไปเป็นพวกหนังยุคเก่า ที่ยุคนั้นจะมีหนังแนว
แบบระเบิดภูเขาเผากระท่อม ตัวหนังไม่ได้เป็นแนวย้อนยุค แต่สื่อจะออกมาเป็นแนวย้อนยุค เพราะต้องการให้คล้อง
กับธีมที่เป็นขยี้อารมณ์คนดูน่ะครับ”

  แน่นอนว่านอกจากจำนวนนิสิตที่มากแล้ว หนังก็มีปริมาณมากด้วย “ปีนี้มีหนัง 21 เรื่องและมิวสิควีดีโอ 1เรื่องและก็ม
ีนิทรรศการภาพนิ่งด้วย มีสี่คนที่ส่งผลงานภาพนิ่ง ส่วนความต่างของหนังปีนี้กับปีก่อนๆ ก็ต้องกลับไปเรื่องที่บอกไว้ว่า
จำนวนหนังเยอะ สองคือจำนวนหนังเยอะแนวของหนังก็หลากหลาย มีหนังเล่นกับประเด็นสังคมมากกว่า คือสภาพ
สังคมบ้านเมืองในปีนี้นะครับ มันไม่ค่อยจะปรกติเท่าที่ผ่านๆ มา ทำให้มีคนอยากนำเสนอสะท้อนภาพปัจจุบันมากขึ้น จากปีก่อนที่เป็นลักษณะหนังทั่วๆ ไป หนังที่อิงการเมืองจะค่อนข้างเยอะกว่าทุกปี”

  ส่วนความสนใจของสื่อต่องานกางจอ วรรธนะบอกว่า“คิดว่าเยอะขึ้นกว่าปีที่แล้วมากพอสมควร เพราะว่าคือก่อน
หน้านี้จะมีช่วงหนึ่งที่งานกางจอได้รับความสนใจ แบบว่าสามสี่ปีที่แล้ว เริ่มๆ เหมือนกับจะลดลง แต่พอดูจากจำนวน
ผู้ที่เข้าชมเมื่อวาน(ศุกร์ที่ 1)ก็ได้รับความสนใจเยอะขึ้น  อาจจะเพราะว่าปีนี้มีเวลาประชาสัมพันธ์เยอะขึ้น คนดูวัน
แรกเยอะกว่าที่คาดครับ สูจิบัตรที่เตรียมมาสามวันหมดไปครึ่งนึงแล้ว โดยวันแรกมีนิสิตนักศึกษาของจุฬามากกว่า คิดว่าเสาร์และอาทิตย์จะมีคนวัยทำงานมาร่วมงานเยอะขึ้น รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม และเสาร์อาทิตย์จะมี
การเชิญวิทยากรอย่าง อ.ประวิทย์ แต่งอักษร,อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน,พี่เก้ง จิระ คนในแวดวงหนังน่าจะมาเยอะขึ้น”

  ส่วนเรื่องปัญหาด้านคุณภาพของหนัง ที่บางเรื่องอาจจะดูรีบผลิตเพื่ออกฉายให้ทันงาน วรรธนะได้กล่าวถึงว่า “บอกตรงๆว่ามีบ้าง ยังไงมันก็มี คือปัญหาในปีนี้มันเกิดจากว่า หนังเยอะขึ้นด้วย ทำให้พอปรกติคือ คือ เราต้องช่วยๆ กันน่ะครับ พอเพื่อนคนนี้เป็นผู้กำกับ เพื่อนๆ ก็ต้องไปช่วยกัน จัดแสงยกไฟอะไรแบบนี้ ก็เลยทำให้แบบว่าไม่ค่อยจะมี
เวลาทันกัน แต่ปีนี้ก็พยายามคุยกันตั้งแต่ต้นปี พยายามที่จะเริ่มถ่ายหนังให้เร็ว ทุกคนจะได้ทำงานของตัวเองได้ออก
มาเต็มที่ มากกว่าเพื่อที่จะทำหนังให้ทันกางจอ หนังเรื่องแรกเปิดกล้องตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้วล่ะครับ”

  ตอนที่คุยกับเขา ผมอาจจะยังไม่ได้ดูหนัง แต่ผมก็เห็นได้ว่าทีมงานกางจอปีนี้มีความตั้งใจอย่างแน่นอน  มาพูดกัน
ถึงตัวหนังกันบ้าง ผมได้ดูหนังเพียงไม่กี่เรื่องเพราะเวลาไม่อำนวย แต่ก็เห็นเรื่องที่น่าสนใจ “ตั๋วรักพลิกล็อค” ของ
เกรียงไกร วชิรธรรมพร หนังรักสนุกสนาน  ที่ทำให้ผมนึกไปถึง “มนต์รักซักรีด” ซึ่งทำโดยนิเทศ จุฬาฯ รุ่นพี่  เชื่อว่า
ไม่ว่าใครได้ดูก็คงจะชื่นชอบกันไม่ยาก และเรื่อง “HA” ของปุณณวิชญ์ เทศนา ซึ่งสนุกและตลกจริงๆ ส่วนอีกหลายๆ เรื่องก็มาตรฐานกางจอน่ะครับ  แต่มีบางเรื่องเหมือนกันที่ไม่ใคร่จะน่าจดจำสักเท่าไหร่  แต่ถึงจะมีหนังที่ผมไม่ชอบ
บ้าง แต่ผมก็ยังอยากเห็นหนังกางจอต่อไปเรื่อยๆ นะครับ

...............

 

 

ขออนุญาตคุณ nuttorn เอาข้อความมาลงนะครับ และดีใจจังที่มีคนชอบหนังของข้าพเจ้าด้วย (ไม่น่าเชื่อ) อิอิ

จากเว็ปมูลนิธิหนังไทยครับ http://www.thaishortfilm.com/kangjor14.html?id=259

 

บางคนนั้นพร่ำขอ และเรียกร้องไม่เคยเพียงพอ

แต่กับฉันเพียงเท่านั้นพอ แค่สองเราเท่านั้นพอ

บางคนค้นหาจุดหมาย แต่สุดท้ายไม่เจอกับสิ่งไหน

แต่ฉันเหมือนพบกับเส้นชัย ตั้งแต่ได้พบ..เธอ...

 

Some people want it all
But I don't want nothing at all
If it ain't you baby
If I ain't got you baby
Some people want diamond rings
Some just want everything
But everything means nothing
If I ain't got you

 

 

บางคนนั้นพร่ำเรียกร้อง ต้องการขอ ไม่เคยเพียงพอ

แต่กับฉันเธอเท่านั้นพอ แค่สองเราเท่านั้นพอ

บางคนนั้นเฝ้าร่ำร้อง อยากมีชีวิต ที่มันเพรียบพร้อม

สำหรับฉันมันแค่จอมปลอม

หากขาดเธอให้รัก....

Tags: ain, got, if, you 3 Comments